จองโรงแรม ที่พักทั่วไทย ราคาถูก มีห้องว่าง ยืนยันห้องพักทันที เช็คราคาดูก่อนได้ครับ

3 วันสั้นๆ ที่ Stuttgart และ Munich เยอรมัน

ผมได้มีโอกาสไปยุโรปครั้งแรกที่ประเทศเยอรมัน ทริปนี้บริษัทส่งไปดูงาน เรื่องงานเป็นหลัก เที่ยวเป็นรองครับ ไปกันสั้นๆ 3 วัน ดูงานซะ 2 วัน วันสุดท้ายมีโอกาสได้ไปเดินเล่นในเมือง Stuttgart

การเข้าประเทศเยอรมันจะต้องทำ Visa ก่อนครับ ผมไปทำที่สถานทูตเยอรมัน ถ.สาทร เมื่อเรียบร้อยแล้วเราจะได้ แชงเก้น วีซ่า (Schengen Visa) ซึ่งสามารถต่อไปประเทศใดก็ได้ในยุโรป 15 ประเทศ Austria, Belgium, Denmark, Finland, France, Germany, Iceland, Italy, Greece, Luxembourg, Netherlands, Norway, Portugal, Spain and Sweden

ช่วงที่ผมไปเงินบาทค่อนข้างแข็งมีค่าธรรมเนียม Visa 2,400 บาท

การเดินทางเริ่มจากกรุงเทพฯ (สนามบินสุวรรณภูมิ) ด้วยสายการบิน Swiss Air ไปลงที่ Zurich ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ แล้วต่อเครื่องไปยังเมือง Munich (มิวนิช) ประเทศเยอรมัน

เสียดายที่ทริปนี้ไม่ได้เอากล้องคู่ใจ Canon 500D ไป เนื่องจากกลัวจะไม่สะดวกในการเดินทางและการทำงาน เลยต้องใช้กล้อง Compact Fuji JX200 มาใช้แทน ใครที่คิดว่าจะซื้อกล้องตัวนี้ก็ดูภาพจากกล้องได้เลยครับ สำหรับผมแล้วไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่

เที่ยวบินไปยุโรปมักจะบินตอนดึก ประมาณว่าหลับยาวไป แล้วไปตื่นเอาที่โน่น เราจัดการเช็คอิน แล้วผ่าน ตม. เข้าไปด้านใน ครั้งนี้มาแลกเงินยูโร (EUR) ที่สนามบิน เรทแย่มากครับ 1 EUR = 42.08 ส่วนของ Super rich 1 EUR = 40.8

แม้ว่าจะมีบัตรเครดิตแต่ก็แนะนำให้แลกเงินยูโรไปใช้ด้วยนะครับ บางร้านในเยอรมันไม่รับบัตรเครดิตก็มี

รูปปั้นที่ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูป

กว่าเครื่องจะออกก็เกือบเที่ยงคืน เครื่องบินลำนี้เป็น Swiss Airbus 340-300 การวางที่นั่งในชั้น Economy จะเป็น 2-4-2 ความกว้างของที่นั่งและช่องว่างระหว่างเบาะ ประมาณรถทัวร์ ป.2 บ้านเรา เอนเบาะได้นิดหน่อย นั่งนานๆ เมื่อยพอสมควร

ถ้าเทียบกับ Lufthansa แล้วผมว่า Swiss Air นั่งสบายกว่า

ของที่มีให้บนเครื่องก็จะมีหมอนสีขาวใบเล็ก, ผ้าห่ม, หูฟัง ที่ถูกใจผมก็ PTV ไว้ดูขำๆ แก้เซ็งไป มีหนังหลายเรื่อง, มีช่องกีฬา มีเพลง, เกมส์ให้เล่น สำหรับหูฟังเราสามารถเอากลับไปได้ (คุณแอร์บอกมา) แต่ก็ไม่รู้จะเอาไปทำไม หูฟังบนเครื่องจะเป็น 2 แท่ง เอาไปก็ไม่รู้จะเสียบกับเครื่องเล่นอะไร

เครื่องบินไปได้ซักพัก พอรักษาระดับความสูงได้ คุณแอร์ก็เริ่มทำงาน แจกอาหารมื้อดึกตอนตี 1 จะหิวหรือไม่หิวแนะนำให้กินไปนะครับ เราต้องนั่งอีกนานกว่าจะถึงปลายทาง ยิ่งใครนอนไม่หลับยิ่งหิวมากขึ้น

การเดินทางไปเยอรมันเราไม่ต้องกรอก Immigration Form คิดว่าข้อมูลต่างๆ คงอยู่ใน Visa ที่เรายื่นไปแล้ว

เครื่องบินใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง (หลับๆ ตื่นๆ หลายรอบมาก) เราก็มาถึงสนามบิน Zurich ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เราต้องรีบมาต่อเครื่องที่นี่ (Connecting Flight) มีเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น พอลงจากเครื่องปุ๊บเจออากาศหนาวเลยประมาณ 2 องศา พูดทีควันออกปากเลย

เดินๆ แล้วก็วิ่งๆ จนในที่สุดเราก็มาอยู่ที่เครื่องแล้ว เครื่องจะบินจาก Zurich ไปยังสนามบิน Munich ของประเทศเยอรมัน ระยะทางจาก Zurich ไปยัง Munich ไม่ไกลครับ ประมาณ 1 ชั่วโมง

ยังคงเป็นสายการบิน Swiss Air เหมือนเดิมครับ

ระหว่างทางไป Munich ผ่านภูเขาหิมะ ยิ่งใหญ่และอลังการมากครับ คงจะหนาวสุดๆ

วันที่ 1-2 Munich Germany

เราเข้า Munich อย่างสบายๆ ไม่ต้องผ่าน ตม. เพราะเราเข้ายุโรปผ่านทาง Zurich สวิสเซอร์แลนด์แล้ว ลงจากเครื่องปุ๊ปไปรอกระเป๋าอย่างเดียว สะดวก รวดเร็วมาก

สนามบิน Munich เป็นสนามบินใหญ่ครับ มีร้านค้า มีเครื่องลงตลอด Supermaket ในสนามบินราคาไม่แพงครับ จะแวะซื้อของกิน ของฝากพวกชอกโกแลต ซื้อได้เลยครับ

รูปนี้ถ่ายหน้าสนามบิน รถเบนซ์หรู 2 คันนั้นคือ Taxi นะครับ รถ Taxi ที่นี่จะเป็นสีครีมเท่านั้น สังเกตุว่ารถ Taxi ของที่นี่ 90% จะเป็นรถเบนซ์

การคิดราคา Taxi จะคิดราคาตามมิเตอร์ มีใบเสร็จให้ด้วยนะ บางคันก็รับบัตรเครดิต ส่วนค่าโดยสารแพงกว่าบ้านเราประมาณ 10 เท่า แพงเว่อร์ๆ ค่าครองชีพเค้าแพงมากครับ

กำลังเข้าไปในเมือง

โรงแรมที่พักอยู่แถวนี้แหล่ะครับเป็นบูติค โฮเตล คนที่เยอรมันเค้าจะจอดรถกันข้างถนน เรียงกันยาว รถหรูๆ ก็เยอะครับ จอดกันไม่กลัวหาย คิดว่าบ้านเค้าคงไม่ค่อยมีขโมย

ต้นเมเปิ้ลเยอะมากปลูกกันทั้งประเทศเลย

ผมมีเวลาอยู่ที่ Munich ไม่นาน พอได้ออกมาถ่ายรูปในช่วงเช้าเท่านั้น

บ้านเมืองเค้างามมากๆ ครับ มีสถาปัตยกรรม บ้านเมืองเป็นระเบียบ คนที่นี้เค้าปั่นจักรยานกันเยอะครับมีเลนสำหรับจักรยานให้ด้วย แล้วอากาศเค้าเย็นด้วย ปั่นยังไงเหงื่อก็ไม่ออก

มีอนุสาวรีย์ ปราสาท เยอะไปหมด แต่ผมไม่รู้ว่ามีชื่อเรียกว่าอะไรบ้าง

ผมอยู่ที่ Munich 2 วันแล้วก็บินต่อไปยังเมือง Stuttgart

วันสุดท้ายที่ Stuttgart Germany

ขอเล่าข้อมูลของเมือง Stuttgart ให้ฟังกันพอเป็นความรู้นะครับ

เมือง Stuttgartจะอยู่ทิศใต้ของประเทศเยอรมัน เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่อันดับ 6 ของเยอรมัน เคยมีสโลแกนท่องเที่ยวของเมือง Stuttgart ว่า “Stuttgart is more” น่าจะสื่อถึงระบบโครงข่ายคมนาคมที่ Link ไปยังเมืองต่างๆ ได้อย่างสะดวก

สภาพอากาศของ Stuttgart จะหนาวสุดในเดือนธันวาคม ประมาณ -2 องศาเลยครับ ส่วนร้อนสุดจะเป็นเดือนกรกฎาคม มีอุณหภูมิเฉลี่ย 24 องศา ก็ยังถือว่าสบายๆ

สภาพเศรษฐกิจของเมือง Stuttgart ถือว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรม มีรถ 3 ยี่ห้อดังของโลกเกิดขึ้นในเมืองนี้ครับ คือยี่ห้อ Porche, Mercedes-Benz และรถยนต์สุดหรู Maybach (ปัจจุบันอยู่ในเครือ Daimler-Benz)

ในวันสุดท้ายนี้ผมมีเวลาเที่ยวตั้งแต่เช้าถึงบ่าย 3 โมง เริ่มจากไปขอข้อมูลท่องเที่ยวในสนามบิน Stuttgart ถามว่าเราสามารถไปไหนได้บ้างในเวลาเท่านี้ เค้าก็แนะนำสถานที่ต่อไปนี้ครับ

- TV Tower เป็นหอคอยชมวิวเมือง Stuttgart

- Mercedes-Benz Museum

- Porsche Museum

- Wilhelma Zoo and Botanical Garden

เลยตัดสินใจซื้อตั๋ว One day pass ไปดีกว่า ไปได้หมดทั้งรถไฟและรถ Bus ราคาอยู่ที่ 12.3 EUR ตีเป็นเงินไทยคร่าวๆ ประมาณ 492 บาท แพงใช่เล่นเหมือนกันนะเนี่ย

งานนี้ลุยเดี่ยวตะลุย Stuttgart เลย ใจนึงก็กังวลใจเหมือนกัน แปลกที่ แปลกทาง แถมหน้าตาเราก็แปลก ไม่เหมือนเค้า แต่ไหนๆ ก็มีโอกาสมาถึงเยอรมันแล้วก็ขอลุยครับ

ถ้าไม่ซื้อตั๋ว One day pass ก็สามารถซื้อกับเครื่องขายตั๋วได้เป็นเที่ยวๆ ไป รถไฟใน Stuttgart จะมีหลายสายมากค่อนข้างครอบคลุมพื้นที่ ที่ผมประหลาดใจมากคือเค้าไม่มีที่กั้นให้เสียบบัตรโดยสาร คือเค้าจะเปิดโล่งไปเลย เหมือนเชื่อใจกันว่าไม่โกง แล้วบนรถไฟผมก็ไม่เห็นมีคนมาตรวจตั๋วด้วย

การขึ้นรถไฟของเค้าก็ไม่ยากเราจะไปสายไหนเราก็ไปขึ้นตามป้ายที่บอก เค้าจะมีบอกด้วยว่าสายนี้อีกกี่นาทีมาถึง

ภายในรถไฟ ก็สะอาดดีครับ เบาะนั่งจะหันหน้าเข้าหากัน

รถไฟวิ่งนิ่มๆ แปปเดียวก็ถึง

ที่แรกที่เราจะไปนั้นเป็นใจกลางเมือง Stuttgart ไปดูสถาปัตยกรรมบ้านเค้ากันครับ ผมโผล่ขึ้นมาจากสถานีรถไฟพร้อมกับความมึนงง กางแผนที่ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ตรงไหน ทิศอะไร ซักพักมีชาวเยอรมันมาถามให้ความช่วยเหลือครับ ก็พอเข้าใจและไม่เข้าใจบ้างก็พี่เล่นอธิบายเป็นภาษาเยอรมัน ผมจะเข้าใจได้ไงละ

ลักษณะคนเยอรมันจะดูเป็นผู้ดีครับ จะมีระเบียบและวินัยค่อนข้างมาก เวลาข้ามถนนเค้าจะรอจนไฟเขียวคนข้ามเท่านั้นถึงจะข้าม ต่อให้ถนนว่างแค่ไหนก็ไม่ข้าม แล้วก็เวลาซื้อของหรือใช้บริการอะไรก็แล้วแต่ จะไม่มีมาโก่งราคาหรือหลอกเรา เค้าจะตรงไปตรงมา

ผมเดินมุ่งหน้าเข้าไปที่ใจกลางเมือง Stuttgart ด้านบนเป็นรูปปั้นอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน

เดินผ่าน Museum กะว่าจะแวะเข้าไปชมซักหน่อย พอเข้าไปด้านในไม่เห็นมีคนเลย ดูน่ากลัวครับ

ข้างใน Museum เงียบและวังเวงมาก

คนที่นี่ชอบนั่งตากแดดกันครับ จะได้ไม่หนาว

รถ Bus ใหม่ สะอาดน่านั่งมาก

ตรงนี้เป็นใจกลางเมืองเรียกว่า Charlottenplatz

มีอาคารสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะเลย

ใครๆ ที่มา Stuttgart มักจะมาถ่ายรูปที่นี่กัน

รูปบนและล่างเป็นอาคารรูปตัว U เรียกว่า Stuttgart Schlossplatz (Castle square) สร้างขึ้นในระหว่างปี 1746 และ 1807

เชื่อใหม่ครับว่าตรงนี้เคยถูกทำลายอย่างย่อยยับในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  ที่เห็นสวยๆ อย่างนี้มีการซ่อมแซมขึ้นมาใหม่

รูปบน อาคารฝั่งตรงข้าม Schlossplatz ฝั่งนี้จะเป็นโซนชอปปิ้งของ Stuttgart

ร้านค้า, ห้าง เรียงรายยาว 2 ข้างทาง ผมก็ไปเดินชอปปิ้งกับเค้ามาเหมือนกัน ได้น้ำหอมขวดเล็กๆจากฝรั่งเศสติดมามา 1 ขวด ประมาณ 30 กว่ายูโร เช็คราคาแล้ว ราคาไม่ต่างกับในไทยเท่าไหร่

หอนาฬิกา Stiftskirche Stuttgart (Collegiate Church)

หน้าหนาวใบไม้ร่วงเยอะมากครับ ดูแล้วก็สวยไปอีกแบบ

เดินชมในเมืองเสร็จก็ไปต่อรถไฟไปยัง Mercedes-Benz Museum นั่งรถไฟสาย S1 ครับถึงที่เลย

รอรถไฟประมาณ 18 นาที เดินทางอีกประมาณ 20 นาที เราก็มาถึงสถานี Neckarpark ที่ตั้งของ Mercedes-Benz Museum

เหมือนเราออกมานอกเมือง ไม่ค่อยมีสิ่งก่อสร้าง เดินไปอีก 15 นาทีก็ถึง

อาคารนี้แหล่ะครับ เราเข้าไปด้านในกัน ค่าเข้าชม Mercedes-Benz Museum อยู่ที่คนละ 8 EUR ถ้าตีเป็นเงินไทยก็ 320 บาท

เมื่อซื้อตั๋วแล้วเค้าจะให้เราไปฝากกระเป๋า เสื้อกันหนาว สำหรับกระเป๋าเป้เค้าจะให้ฝากล๊อกเกอร์ พอผมเปิดล๊อกเกอร์มาเจอที่ให้หยอกเหรียญ 1, 2 EUR คิดในใจ แค่ฝากกระเป๋าเนี่ยนะเสียเงิน 40 บาทเลยเหรอ เลยขอเจรจาว่าเอากระเป๋าเข้าข้างในได้ไหม

เค้าก็พาเรากลับมาล๊อกเกอร์แล้วบอกว่าเหรียญที่หยอดไปมันจะหล่นคืนมาให้เราตอนไขกุญแจ ประมาณว่ามัดจำกุญแจ เออ…ค่อยยังชั่วหน่อย

ฝากกระเป๋าเสร็จก็งงอีกครั้ง ไม่รู้ว่าทางเข้าอยู่ไหน เริ่มจากตรงไหนดี ดันไปเข้าทางออกอีก เค้าก็บอกให้เราไปขึ้นลิฟท์จากด้านล่างไปชั้น 8

เห็นเค้าท์เตอร์สีขาวในรูปด้านบนไหมครับ ตรงนั้นเป็นทางเข้า เราต้องสแกน Barcode ที่ตัวบัตรถึงจะผ่านเข้าไปได้ พนักงานถามกับเราว่าต้องการ Audio Guide ไหม มันจะเป็นเครื่องช่วยบรรยายว่า ความเป็นมาเป็นยังไง เป็นเครื่องให้คล้องคอ มีหูฟังให้ เราก็กลัวว่าเค้าจะ Charge หรือมัดจำอีก เลยไม่ได้เอา เค้าเลยบอกกับเราว่าไม่ Charge สุดท้ายแล้วผมก็ไม่เอาครับ เดินชมอย่างเดียวสบายกว่า

จากนั้นก็ขึ้นลิฟท์ไปยังชั้น 8

ลักษณะการชมจะเป็นการเดินลงจากชั้น 8 มาสิ้นสุดที่ชั้น 1 ทางเดินจะเป็นวงก้นหอยครับ ไม่มีบันได

ชั้น 8 นี่จะเป็นรุ่นบุกเบิกเลย ตั้งแต่ปี 1886 ผ่านมา 124 ปีแล้วครับ

มีทั้งรถ, เรือ, รถราง, เครื่องร่อนก็มีครับ สภาพยังดีมาก

ชั้นบนสุดจะเก่าที่สุดมี Classic Car หลายรุ่นเมื่อลงล่างมาเรื่อยๆ ก็จะใหม่ขึ้นเรื่อยๆ

จริงๆ อยากถ่ายรูปคู่กับรถ แต่แหม ไปคนเดียวด้วย จะไปขอให้เค้าช่วยถ่ายรูปให้ก็เกรงใจ

รู้สึกว่ารถสมัยก่อนออกแบบได้สวยมาก ดูแล้วไม่น่าเบื่อ

โซนนี้จะเป็นรถแข่งในสนามครับ นอกจะความหรูหราแล้ว ยังแรงด้วย

เดินชมประมาณ 1 ชั่วโมงก็ครบแล้วครับ

แวะถ่ายรูปกับรูปปั้นหน้าพิพิธภัณฑ์

ยกมือดูนาฬิกา ดูแล้วเวลาไม่มากพอที่จะไปไหนต่อ เลยตัดสินใจกลับก็ได้ ไปเดินเล่นต่อในสนามบิน Stuttgart

เนื่องจะผมเดินอยู่ในสนามบิน Stuttgart หลายชั่วโมง เลยขอเล่าเกี่ยวกับสนามบินหน่อยนะครับ

สนามบิน Stuttgart เป็นสนามบินขนาดไม่ใหญ่ มีร้านอาหารและร้านขายของที่ะลึกอยู่ในสนามบิน แต่ที่แปลกคือที่นี่มีร้าน Sex shop ด้วยครับ รู้สึกว่าต้อง 18+ ด้วยนะถึงจะเข้าได้ ด้านในก็ขายหนังอย่างว่าแหล่ะครับ หนังเรื่องนึงก็ประมาณ 18 EUR แล้วก็ของเล่น Sex toy ในร้านมีคนขายเป็นผู้หญิงด้วย

ต้องเข้าใจก่อนว่าวัฒนธรรมตะวันตก เค้าถือว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เมื่อเดินเข้าไปข้างในร้าน มีห้องให้ดูหนังด้วยครับ เป็นห้องส่วนตัวคล้ายห้องคาราโอเกะ มีประตูปิดมิดชิด อยากดูเรื่องไหนก็หยอดเหรียญ ปิดประตูไป

ส่วนผมก็เดินเล่นขำๆ ไปครับ รับรู้ในสิ่งที่แตกต่างกับบ้านเรา ก็มาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น

สำหรับท่านที่คิดว่าจะซื้ออะไรกลับมา ขอบอกก่อนว่าการนำเข้าสิ่งลามก อวัยวะเพศเทียม ถือว่าผิดกฎหมายไทยครับ

นอกจากจะมี Sex shop แล้ว สนามบิน Stuttgart ยังมี Casino ขนาดเล็กด้วย แต่ดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีคนเล่นเท่าไหร่

ระหว่างเดินเล่นฆ่าเวลา เจอกับตู้โทรศัพท์ เลยโทรไปหาแฟนที่กรุงเทพฯ ขั้นตอนการโทรก็หยอดเหรียญแล้ว กด 0066 xx xxx xxxx ผมหยอดไป 2.5 ยูโร แปปเดียวครับ กินเหรียญหมดแล้ว

ที่เยอรมัน อะไรก็แพงไปหมดครับ อย่างน้ำเปล่า ขวดด้านซ้าย 1.49 EUR ตีเป็นเงินไทยก็ขวดละ 60 บาท แล้วน้ำดื่มเค้าจะอัดแก๊สมาด้วยครับ มันจะซ่าๆ เหมือนกินโซดาจางๆ ถ้าอยากได้น้ำเปล่าจริง ต้องถามเค้าว่า No gas?

แต่ช้าก่อนครับเมื่อผ่าน ตม. มาแล้วของที่ขายก็จะอีกราคานึง อย่างน้ำดื่มด้านขวามือ 2.5 EUR ตกขวดละ 100 บาท แพงเว่อร์ๆ ในไทยถ้าผ่าน ตม. แล้วขายขวดละ 30 บาทผมยังว่าแพงเลย

ระหว่างรอขึ้นเครื่องจาก Stuttgart ไปยัง Zurich แวะไปช๊อปที่ Duty Free ของไม่มีอะไรถูกกว่าไทยหรอกครับ ซื้อเป็นของฝากไป เป็นพวกชอกโกแลต ของแท้ต้องมาจาก Swiss ครับ หมดไปอีก 40 กว่ายูโร

พยายามใช้เงินให้หมดจะได้ไม่ต้องแลกคืน

เที่ยวบินสุดท้ายจาก Zurich ไปยัง Bangkok เป็นอะไรที่ทรมานมากเครื่องออกเกือบ 5 ทุ่มของเวลาที่สวิส เวลาที่ไทยจะตี 5 แล้ว

ขึ้นเครื่องได้ซักพักก็แจกอาหารเหมือนเดิม มื้อหนักเลยครับของผมเป็นพาสต้า รสชาติพอได้ครับ เที่ยวบินนี้มีแอร์บางคนเป็นคนไทยด้วยเป็นการบินร่วมระหว่าง Swiss Air และ Thai Airway

ขอเครื่องดื่มเป็นไวน์แดง แอลกอฮอลนิดๆ จะได้หลับสบายครับ บินนานๆแบบนี้ ไม่หลับไม่ได้ เห็นขวดเล็กๆ แบบนี้มี แอลกอฮอล 12% Vol เลยครับ ผมกินไม่ทันหมดขวด ร้อนผ่าวไปทั้งตัว อยากจะอ๊วกมาก คลื่นไส้ แต่ผมนั่งริมหน้าต่างเลยไม่ค่อยสะดวกที่จะลุกไปเลยต้องทนซักพัก ก็ดีขึ้น

สุดท้ายแล้วเราก็มาถึงสุวรรณภูมิตอนบ่ายสามกว่าๆ สายการบิน Swiss เค้าจะแจกชอกโกแล๊ตทุกเที่ยวบินครับ เที่ยวบินสั้นๆ ระหว่างเมืองก็แจก รสชาติก็อร่อยดีครับ

ทริปไปเยอรมัน (ไม่ง้อทัวร์) สั้นๆ ของผมก็จบลงเท่านี้ครับ คิดว่าถ้ามีโอกาสได้มาอีก อยากจะอยู่ยาวๆ ซักสัปดาห์ ถึงจะคุ้มค่าที่ต้องนั่งเครื่องมาตั้งนาน ทริปหน้าเจอกันใหม่ที่เชียงใหม่ครับ สำหรับทริปนี้ สวัสดีครับ :)

บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

  • No Related Post

7 comments to 3 วันสั้นๆ ที่ Stuttgart และ Munich เยอรมัน

  • phai

    ที่บ.ไพรก้มีบ.แม่อยู่ที่ germany ค่ะ ที่เมือง BOPPARD อะค่ะ ก้อยากไปเหมือนกันอะค่ะ แต่คงยังหรอกเพราะค่าตั๋วแพงไปนิ๊ดหนึ่งคงหาเก็บเอาแบบใกล้ๆๆก่อนอะค่ะ สวยดีนะค่ะเพื่อนไพรยังบอกเลย เขาไปที่ germany เขายังถ่ายไม่สวยแบบนี้เลย แล้วก้ บางที่ยังไม่เคยไปเลยอะค่ะ

  • admin

    ไว้คุณไพรมีโอกาสได้ไปดูงาน บ. แม่ อย่าลืมมารีวิวให้ดูบ้างนะครับ :) เดือนหน้าหยุดตั้งหลายวันคุณไพรไปเที่ยวไหนครับ

  • phai

    ปีใหม่เหรอค่ะ ไพรกะว่าจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัดค่ะ แล้วก้กลับมาเตรียมตัวไปเที่ยว สิงค์โปร์ จ้า
    ที่บ.ไพร เปิดงาน วันที่ 10 โนนแนะ นานไหมค่ะ แล้วคุณ admin ละจะไปเที่ยวไหนค่ะเนี่ย
    ส่วนลอยกระทง ไพรคงต้องลอยที่กรุงเทพใกล้บ้านพระราม 7 เนี่ยละค่ะ อิจฉา จังที่ได้ไปเที่ยวยี่เปง ที่เชียงใหม่

  • admin

    ปีใหม่คงไม่ได้ไปไหนครับ หยุดไม่กี่วันเอง แต่วันที่ 30 ธ.ค แว๊บไปนอนหัวหิน 1 คืน ไว้เดี๋ยวจะถ่ายรูปโคมไฟ ที่ท่าแพมาฝากครับ

  • phai

    ปีใหม่ที่บ.ไพรหยุดตั้งแต่ 25-9 มค. เลยค่ะ อิจฉาไหมค่ะ อิอิ แต่ไม่แน่นะค่ะอาจเจอกันที่เชียงใหม่ก้ได้ เพราะไพรก้จะไปเหนือเหมือนกัน

  • คมกฤช

    ผมเคยไปเที่ยวเอง ในหลายประเทศ สนใจจะนำเอาโปรแกรมมาแชร์ในผู้อื่นทราบจะได้ไหม (แต่ยังไม่ค่อยมีเวลาเขียนเหมือนกันนะ ) เช่น เที่ยวเยอรมัน-ออสเครีย 2 สัปดาห์, เที่ยวเยอรมัน-เชคโก-สโลวาเกีย-ฮังการี-ออสเครีย 2 สัปดาห์, สวิส 2 สัปดาห์

  • admin

    ตอบ คุณคมกฤช

    ด้วยความยินดีเลยครับ หากเขียนเสร็จแล้วสามารถส่งเรื่องมาให้ผมทางเมลได้ที่ aonmicro at gmail.com ผมจะลงเรื่องให้ใน folktravel.com ครับ

    เห็นประเทศที่คุณคมกฤช ไปมาแล้วอิจฉาเลย ไว้มีตังค์หน่อยกะว่าจะไปเที่ยวสวิสครับ

Leave a Reply

 

 

 

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

*